ทุกอย่างแก้ไขได้#ทางอริยมรรค#การเกิดมรรคผล#ธรรมาภิสมัย#การตรัสรู้ธรรม#กา...
- รับลิงก์
- X
- อีเมล
- แอปอื่นๆ
ี่แล้ว
.#จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง#ตามรู้ตามดูจนมันพอ#สติสมาธิปัญญาแก่รอบ#จิตใจยอมรับความจริงยอมรับไตรลักษณ์#ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ##ถึงจุดนี้มันจะเป็นรอยแยก#พวกที่หวังพุทธภูมินะก็มี#โอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์#ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า#ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ
#ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า #พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์#แต่หวังความพ้นทุกข์นะ
#จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น#จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้น#เวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔
#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่า เจริญบุพพภาคมรรค
#เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ
#เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิด
#จิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล
#จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา #ที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ
#ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ #เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น
#สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ #แต่ละคนไม่เท่ากันนะ
#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ #ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้
#สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป
#แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า
#นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น
#เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง
#พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่
#อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย
#กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย
#นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ
#สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง
#สงบจากอะไร สงบจากกิเลส
#สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง
#สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ
เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ
#มรรค ผล #คือสภาวะของการบรรลุธรรมที่แน่นอน #ที่แน่นอนก็เพราะว่าจิตมันจะ transform #ไปสู่สภาวะใหม่ที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้ #การเข้ามรรค ไม่ยากนัก โดยเฉพาะโสดาปัตติมรรค จริงๆ #การเข้าโสดาเป็นแค่การเริ่มประจักษ์แจ้งว่า#สิ่งทั้งปวงไม่เป็นตนจริง ๆ ต้องเรียกว่าดับสักกายทิฏฐิ #สักกายทิฏฐิคือมีทัศนคติ หรือมีความเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นตน สิ่งนี้เป็นตน นั่นคือสักกายทิฏฐิเป็นเรื่องของความคิดเห็นในทัศนคติ แต่ถ้าดับความคิดเห็นตัวนี้ได้สนิทแน่นอน ไม่มีวันกำเริบอีก บรรลุธรรมแล้ว ทันทีที่ดับได้หนึ่งตัว ดับตัวนี้ได้แน่นอน เข้ามรรค#ถ้าจะเข้าผล ก็จะต้องละวิจิกิจฉา #ความลังเลสงสัยในความบริสุทธิ์ ในพระนิพพาน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พอละความลังเลสงสัยได้ ศรัทธาจะเต็ม
#ศรัทธาจะเต็มเปี่ยมมาก #พอศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้วเอาศรัทธานี่แหละมา#calibrate #วิถีชีวิตของเราให้อยู่ในครรลองธรรม #ทันทีที่ได้สองตัวนี้ต่อเนื่องมาอีก ก็เข้าผล เป็น#โสดาปัตติผล ทีนี้ในทุกขั้นตอน #โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
#ขั้นตอนแรกของการเกิดมรรค #กับขั้นตอนของผล ทั้ง 3 ทั้ง 4 คือโสดา สกทาคา อนาคา อรหัตผล#จะไม่ใช่เฉพาะการ transform ทางจิตใจเท่านั้น
#จะมีการปรับเปลี่ยนทางร่างกายขนานใหญ่ด้วย
#เมื่อเรา transform ไปสู่มรรคก็ดี หรือ transform ไปสู่ผลก็ดี #จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ #จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่ #บางคนอาจจะถ่ายออกมามาก#อย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์
#บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด #มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด #บางคนมีอาการระเบิดอยู่ภายใน #คือสิ่งที่เราอัดอั้นสะสมไว้ #มันถูกทลายออกไป สะสมไว้เป็นอะไร เป็นอารมณ์ เป็นตัวตน #ซึ่งมันไม่ได้มีอยู่จริงพวกนี้ เป็นแค่เราไปยึด ๆ ยึด ๆ รวม ๆ #กันไว้มันเลยเป็นกลุ่มก้อนความรู้สึก #แล้วสิ่งเหล่านี้มันถูกระเบิดออกไป #หรือทำให้มันขาดไป พอสิ่งเหล่านี้ขาดไป หรือสลายไป #มันก็เลยมีผลกระทบไปที่ ร่างกาย เพราะกายนี้เป็นไปตามอำนาจใจ
#ที่เรายังมีร่างกายยังอยู่ เพราะใจมันยังพะวงกับกายอยู่ #ใจมันยังเสพกายอยู่ มันก็เลยมาอยู่กับกาย #และเมื่อใจมันเสพกาย #มันก็เอาพลังของตัวเองมาสร้างกาย #มาสร้างยีนต่าง ๆ #เราจะเห็นได้ว่ายีนมาจากโปรตีน 4 ตัว #แต่เพราะแต่ละคนผสมกัน#ในสัดส่วนที่ไม่เหมือนกันเลย 4 ตัวนี้ เพราะใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีปัญญา คุณธรรม ไม่เหมือนกัน
#มันก็เลยมาสร้างยีนไม่เหมือนกัน ก็เลยออกมามีรูปร่างหน้าตาที่ต่างกัน ดังนั้น #พอเราไปปรับที่ใจ มันก็เลยสะท้อนออกมาที่กายด้วย #เราจะสังเกตว่าพอเราโกรธที่ใจ #ร่างกายก็มีผลกระทบด้วย #พอเรามีความสุข ความใสที่ใจ กายมันก็เบา บางทีกายมันเบาจนหายไปไหนก็ไม่รู้ เราไม่รู้สึกทางกาย มันก็มีผลกระทบกับกาย #ออกมาแล้วตัวมันก็เบา
#ดังนั้นพอเราปรับเปลี่ยนสภาวะจิตไปถึงขั้นมรรค ผล #ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย ชัดเจน ชัดเจนมาก
#ดังนั้นตอนเข้ามรรคผล #จึงเกิดปัจจเวกขณญาณ#รู้ชัดว่าเราดับตัวนี้ได้แล้วเช่นดับสักกายทิฏฐิได้แล้ว #ดับวิจิกิจฉาได้แล้ว #ความลังเลสงสัยไม่มีอีกโดยสิ้นเชิง #คือใครจะมาบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่มีจริง พระธรรมไร้สาระ #มันไม่เข้ามาในสารบบของเราเลย #มันแน่นอนขนาดนั้น #มันแน่นอนอย่างนั้น #คือมันเป็นปรกติธรรมชาติอย่างนั้นไปแล้ว
#รวมทั้งศีลด้วย
#ดังนั้นการบรรลุมรรคผล #ไม่ใช่เพียงแค่นั่งพิจารณาธรรม #สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นตนหนอ เข้าใจแล้ว แล้วบรรลุ ไม่ใช่นะ
#มันต้องเกิด#การเปลี่ยนแปลงในจิตใจจริง ๆ ในร่างกายจริง ๆ #แล้วเจ้าตัวจะรู้ว่าสิ่งนี้มันหายไป #มันหายไปแบบไม่ปรากฏอีกเลย #แล้วไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแน่นอน #และเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติมีสิทธิ์ได้ทุกคน ถ้าทำแม่น ๆ
#เราทุกคนควรเข้าสู่แดนปัตติมรรคให้ได้ #เพราะมันไม่ยากเกินไป #เพราะถ้าเราเกิดมาในยุคที่ไม่มีพระศาสนา
#เราจะไม่มีสิทธิ์ได้ มันไม่มีความรู้เหล่านี้ ไม่มีใครสอน #ไม่มีใครปฏิบัติได้ อาจจะมีพระปัจเจกพระพุทธเจ้าปฏิบัติได้ #แต่ท่านก็ไม่ได้สอน #ท่านจะอยู่กันตามถ้ำ ตามป่า #ดังนั้นนี่เป็นโอกาสทอง#โอกาสหนึ่งที่ควรจะเข้ามรรคผลกันไว้ เรามีสิทธิ์ หลายคนมีสิทธิ์
- รับลิงก์
- X
- อีเมล
- แอปอื่นๆ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น